<IMG SRC="nonflash.gif" width=239 height=155 BORDER=0>






 
 
เส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ
เครือข่ายป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง
16 กรกฎาคม 2549


สถานีศึกษา

เส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ ป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง ใช้เวลาศึกษาประมาณ 3 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร มีสถานีศึกษาทั้งสิ้น 10 สถานี

1. กำเนิดเขา กำเนิดดิน
2. หญ้ายักษ์ (ไผ่)
3. ภัตตาคารสรรพสัตว์ (ไทร)
4. ลีลาธรรมชาติ (เถาวัลย์)
5. ธรรมชาติผู้หยัดยืน (พูพอน)
6. พืชดึกดำบรรพ์ (ปรง)
7. อาภรณ์ธรรมชาติ (เปลือกไม้)
8. โรงพยาบาลสัตว์ป่า (พืชสมุนไพร)
9. Ecotone
10. ไลเคน ชีวิตที่พึ่งพากัน


1. กำเนิดเขา กำเนิดดิน

การที่หินเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า กษัยการหรือการกัดชะของหิน ด้วยอิทธิพลจากน้ำ ลม ฝน กัดกร่อนก้อนหินเป็นรูปทรงต่างๆ จวบจนกระทั่งกลายเป็นดิน


2. หญ้ายักษ์ (ไผ่)

ไผ่ เป็นพืชเมืองร้อนตระกูลหญ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขึ้นง่ายและตายยาก ลำต้นสะโอด สะอง เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของไผ่ ไผ่บางชนิดสูงถึง 40 เมตร หรือเท่ากับตึก 10 ชั้น ลำปล้องไผ่มีขนาดต่างๆ กัน ไผ่ขนาดใหญ่อาจมีลำปล้องที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 25 เซนติเมตร ลำต้นไผ่กลวง และเป็นรูปทรงกระบอก ต้นไม้ทั่วไปเติบโตที่ยอด แต่ต้นไผ่จะยืดปล้องออก การที่ปล้องทุกปล้องยืดออกพร้อมๆ กัน ทำให้ไผ่เติบโตเร็ว เพราะปล้องจะยืดตลอดเวลาทั้งกลางวัน และกลางคืน ดังนั้น ภายในเวลาเพียง 3 ปี ไผ่จะโตเท่ากับต้นไม้ใหญ่อายุ 10 ปี ทั่วโลกมีไผ่กว่า 1,250 ชนิด กว่า 60 ชนิดมีอยู่ในประเทศไทย


3. ภัตตาคารสรรพสัตว์ (ไทร)

ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนศึกษา


4. ลีลาธรรมชาติ (เถาวัลย์)

เถาวัลย์ เป็นไม้เลื้อย ที่ไม่มีเนื้อไม้ ลำต้นแข็งแรงเหมือนไม้ยืนต้น อาศัยเลื้อยพันไปตามต้นไม้ใหญ่หรือหน้าผา เพื่อรับแสงแดดนำไปใช้กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง พบได้ทั่วไปในป่าบางชนิดมีสรรพคุณทางยา เถาวัลย์บางชนิด เป็นแหล่งน้ำที่ดีเยี่ยม เถาวัลย์ชนิดนี้ จะโรยตัวมาจากต้นไม้สูง เมื่อใช้มีดปาด น้ำจะไหลออกมาจำนวนมาก บางกิ่งมากพอสำหรับนำไปหุงข้าวได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เถาวัลย์เป็นเครื่องบอกทิศได้โดยให้สังเกตรอบแรกของเถาวัลย์ ถ้าพันไปทางไหนหมายความว่าทิศนั้นเป็นทิศตะวันออก ประโยชน์ของเถาวัลย์ยังเป็นระบบคมนาคม ของฝูงลิงนานาชนิด ได้อาศัยเถาวัลย์เป็นเครื่องโหนตัวไปด้านโน้นด้านนี้ อีกด้วย


5. ธรรมชาติผู้หยัดยืน (พูพอน)

พูพอน คือ รากค้ำยันของต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ ที่ยื่นออกนอกลำต้นทางโคนของต้น ซึ่งติดกับรากแขนงของไม้ยืนต้น อันเนื่องจากการงอกหรือเกิดขึ้นของต้นไม้งอกอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม ที่ซึ่งรากแก้วไม่สามารถชอนไชลงไปในดินได้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงลักษณะของรากเป็นพูพอนเพื่อช่วยค้ำยันให้ต้นไม้มีความแข็งแรงขึ้น ช่วยดูดซับน้ำและช่วยลดแรงสั่นสะเทือนให้กับต้นไม้ เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมได้


6. พืชดึกดำบรรพ์ (ปรง)

ปรงเป็นพืชโบราณ จัดเป็นพืชชั้นต่ำ พบเห็นได้ทั่วไปตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา เปลือกสีน้ำตาล มีรอยแผลใบที่ลำต้น มีเหง้ากึ่งใต้ดิน ใบเป็นใบประกอบ รูปยาวแคบ ปลายใบแหลม แตกออกจากยอดของลำต้น ก้านใบ ใบย่อย มีลักษณะคล้ายต้นมะพร้าว มีส่วนที่ใช้สืบพันธุ์เกิดอยู่ในอวัยวะที่เรียกว่า cone โดยที่ cone ของเพศผู้และเพศเมียอยู่คนละต้น ดอกตัวผู้ออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีสปอร์จำนวนมากเรียงรอบแกนกลาง ดอกเพศเมียออก เป็นกาบระหว่างใบ มีไข่อ่อนติดทั้งสองข้าง ข้างละ 2-4 หน่วย เมล็ดกลม เมื่อแก่จัดสีแดงอมส้ม ดังนั้นปรงจึงมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ปรงเป็นพืชโตช้า สร้างใบอ่อนปีละ 1-2 ชุด ทนทานต่อไฟป่า มักพบขึ้นแทรกเสริมในป่าให้ความสวยงามกับธรรมชาติ สำหรับประเทศไทยพบพืชในวงศ์ Cycadaceae ทั้งหมด 5 ชนิดได้แก่ Cycas circinalis L ปรง C. micholitzii Dyer var. simplicipinna Smitin มะพร้าวเต่า C. pectinnata Thunb ปรงเขา C. rumphii Miq ปรงญี่ปุ่น C. siamensis Miq ปรงเหลี่ยม ปรงป่า ผักกูดบก


7. อาภรณ์ธรรมชาติ (เปลือกไม้)

เปลือกไม้ เป็นส่วนผิวรอบนอกของลำต้น ที่ทำหน้าที่ปกคลุมลำต้น ป้องกันมิให้เนื้อไม้ภายในถูกรบกวนทำลายจากเชื้อโรคพืช แมลงศัตรูพืช แม้กระทั่งไฟป่า หรือช่วยชะลอน้ำให้ไหลผ่านลำต้นไปได้ช้าที่สุด เพื่อพืชจะได้ดูดซับความชื้นไว้ในเนื้อไม้ได้อย่างเต็มที่ เปลือกไม้มีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันออกไปตามแต่ชนิดของพรรณไม้ อิทธิพล และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เปลือกไม้บางชนิดมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรใช้รักษาโรคได้ นอกจากนี้บางชนิดยังใช้เป็นเครื่องหอมด้วย


8. โรงพยาบาลสัตว์ป่า (พืชสมุนไพร)

ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนศึกษา


9. Ecotone

เป็นบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่าง ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Ecotone เรายิ่งประจักษ์ถึง ความแตกต่าง ของบรรยากาศ และพรรณไม้เด่นในป่าทั้งสองประเภท เพราะป่าเต็งรัง เป็นป่าโปร่ง แสงแดด ส่องลงมาถึงพื้นป่า และมี ที่โล่งให้เดิน อย่าง สะดวกสบาย มีลักษณะเป็นเรือนยอดโปร่ง พรรณไม้เด่นที่พบได้แก่ เต็ง รัง เหียง ประดู่ แดง ตะแบก โมกมัน ผักหวาน ไม้พื้นล่าง ได้แก่ ปรงและหญ้าเพ็ก ส่วนป่าเบญจพรรณจะมีลักษณะเรือนยอดค่อนข้างทึบ พรรณไม้เด่นที่พบได้แก่ ประดู่ แดง ตะแบก มะค่าโมง มะขามป้อม ชงโค เปล้า มะกา เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่าง ได้แก่ สาบเสือ มีเถาวัลย์และไม้เลื้อย อยู่ทั่วไป มีไผ่สีสุกกระจายอยู่ทั่วไป แดดส่องรำไร ดูเขียวชอุ่ม ร่มครึ้ม


10. ไลเคน ชีวิตที่พึ่งพากัน

ไลเคน เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการดำรงชีวิตแบบพึ่งพากันระหว่างสาหร่ายสีเขียวหรือสาหร่าย สีเขียวแกมน้ำเงินกับราพวกแอสโคไมซีติสหรือแบบเบสิดิโอไมซีตีส โดยสาหร่ายจะเรียงตัวกันเป็นระเบียบหรืออยู่กันอย่างกระจัดกระจายทางด้านในและมีไมซีเรียมของราหุ้มไว้ภายนอก โดยสาหร่ายทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสงสร้างอาหาร ส่วนราช่วยดูดซึมความร้อนความชื้นและสารอาหารให้กับสาหร่าย ต่างฝ่ายต่างพึ่งพากันโดยได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย เรามักพบไลเคนในที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพราะไลเคนไม่ทนต่อมลพิษ เนื่องจากไม่มีชั้นผิวป้องกันตัวจากมลพิษ สารพิษจึงเข้าไปทำลายสาหร่ายโดยตรง ทำให้ไลเคนตายในเวลาต่อมา เราจึงไม่พบไลเคนในเมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรม ไลเคนจึงเป็นเครื่องช่วยตรวจมลพิษในอากาศ และยังเป็นตัวบอกสภาพความชื้นในอากาศได้อีกด้วย บางครั้งหากหลงทิศเราอาศัยไลเคนช่วยนำทางได้ คือหากเจอต้นไม้ในป่า มีไลเคนสีเขียวเกาะมากกว่าด้านอื่นให้เชื่อได้ว่าทิศนั้นเป็นทิศตะวันตก เพราะไลเคนไม่ต้องการแสงแดดมาก เหมือนกับพืชทั่วไป แต่ต้องการความชื้นมากกว่า


**ขอขอบคุณ อ.พิสุทธิ์ พวงนาค มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ที่ให้คำแนะนำและข้อมูลวิชาการการจัดทำเส้นทางศึกษา