นวัตกรรมการจัดการป่าชุมชน และฟู้ดแบงค์ที่ยั่งยืน
ธีรยุทธ สายทอง
คณะทำงานรางวัลลูกโลกสีเขียว
21 พฤศจิกายน 2551


จุดเริ่มต้นจากกิจกรรมเล็กๆ ที่ชาวบ้านมาช่วยกันดับไฟป่า จนถึงการขับเคลื่อนของกลุ่มแม่บ้านที่หาหน่อไม้เพื่อแปรรูปเสริมรายได้ กลายเป็น "นวัตกรรม" การบริหารจัดการป่าและการสร้างความมั่นคงของแหล่งอาหารพื้นถิ่น ด้วยการกำหนดช่วงเวลาการเก็บหาหน่อไม้ เพื่อให้พืชอาหารชนิดนี้ได้มีโอกาสเติบโตและขยายพันธุ์ในฤดูกาลต่อไป มีการกำหนดกิจกรรมการดูแลป่าชุมชน จนเกิดเป็น "เครือข่ายป่าชุมชนบ้านเขาราวเทียนทอง" ที่มีชาวบ้านร่วมกันดูแลผืนป่ากว่า 22,000 ไร่ ใน 14 หมู่บ้าน 4 ตำบล 2 อำเภอในจังหวัดชัยนาท

ป่าชุมชนบ้านเขาราวเทียนทอง อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาราวเทียนทอง อ.เนินขาม และ อ.หันคา จ.ชัยนาท มีพื้นที่มากกว่า 22,000 ไร่ สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณที่มีไผ่รวกเป็นพืชเด่น มีต้นไม้ขึ้นกระจัดกระจาย และหนาแน่นบางบริเวณ ส่วนไม้พื้นล่างมีหนาแน่น เช่น กระเจียว ข่า และเหล่าสมุนไพรนานาชนิด

ชาวบ้านเขาราวเทียนทองจำแนกป่าออกตามการเรียกแบบพื้นบ้านเป็น 2 ประเภท คือ "ป่าจริง" เป็นป่าที่มีไม้ยืนต้นขึ้นเป็นจำนวนมาก มีความหนาทึบ กับ "ป่ารวก" เป็นป่าที่มีไผ่รวกขึ้นเยอะ ปะปนด้วยไม้ยืนต้นจำนวนหนึ่ง

สมัยก่อน ความรกทึบของป่าจริงในละแวกนี้ เคยเป็นที่กบดานของบรรดาอดีตนักเลงเก่าที่ชาวบ้านมักขึ้นต้นชื่อให้ว่า "เสือ" ป่าบ้านเขาราวเทียนทองเองก็มีเสือสองขาเหมือนกัน เมื่อ 50-60 กว่าปีก่อน ถ้าใครได้ยินชื่อ "เสือมเหศวร" ต้องพากันรีบปิดประตูบ้าน เพราะเสือมเหศวรนั้นคล้ายๆ กับโรบินฮู้ด คือ ชิงจากคนรวย เพื่อช่วยเหลือคนจน ทุกวันนี้ เสือมเหศวรเป็นเพียงชายชราที่ใช้ชีวิตสงบสุขที่บ้านไพรนกยูง อ.หันคา ภายใต้ชื่อจริงว่า "ศวร เภรีวงษ์"

ชาวบ้านรอบป่าเขาราวเทียนทองรุ่นแรกๆ อพยพมาจากสุพรรณบุรี และชัยนาท ช่วงปี 2506 ซึ่งเป็นช่วงแรกๆ ของการตั้งหลักแหล่ง มีบ้านเรือนประมาณ 10 กว่าครอบครัว ตอนนั้นเรียกกันว่า บ้านเขากระเจียว เป็นการเรียกตามลักษณะพรรณพืชที่มีอยู่มากมายบนเขาราวเทียนทอง พอปี 2509 ก็เปลี่ยนมาเป็น "บ้านเขาราวเทียนทอง" ตามชื่อวัดที่ชุมชนช่วยกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และกลายเป็นชื่อทางการไปในที่สุด ตัวชุมชนบ้านเขาราวเทียนทอง ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ต.เนินขาม กิ่งอ.เนินขาม จ.ชัยนาท พอถึงปี 2526 ชุมชนเริ่มหนาแน่นขึ้น จึงแบ่งออกเป็นหมู่บ้านใหม่ คือ หมู่ 13 บ้านหน่องแก่นมะเกลือ และในปี 2532 แยกเพิ่มอีกหมู่บ้านหนึ่ง คือ หมู่ 15 บ้านหนองมะนาว

ช่วงก่อตั้งชุมชนใหม่ๆ สภาพป่ายังอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าชุกชุม ชาวบ้านที่มาบุกเบิกพากันจับจองพื้นที่ทำมาหากินในป่า ตัดไม้ทำฟืนและเผาถ่านขาย แล้วยังมีคนจากข้างนอกเวียนเข้ามาหากินจากทรัพยากรของบ้านเขาราวเทียนทอง การใช้ประโยชน์จากป่าโดยขาดการจัดการ ทำให้ป่าเสื่อมโทรม สัตว์ป่าลดจำนวน และต้นไม้ใหญ่ก็ร่อยหรอลง

การเสื่อมโทรมของป่าทำให้ชาวบ้านที่ยากจน และอาศัยป่าเป็นแหล่งอาหารแหล่งรายได้ เริ่มเกิดความตระหนักในเรื่องการแก้ไขและคิดหาวิธีบริหารจัดการป่า โดยเริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ มาช่วยกันดับไฟป่า จากนั้นเริ่มขยายวงพูดคุย เกิดเป็นข้อตกลงในการจัดการป่าร่วมกัน

ช่วงปี 2540 เศรษฐกิจบ้านเมืองตกต่ำ ชาวบ้านที่เคยออกไปรับจ้างนอกพื้นที่พากันกลับบ้าน แต่ผลผลิตที่เท่าเดิม เพราะพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้ต้องหาหนทางสร้างรายได้เสริม ทรัพยากรที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก็คือ ป่าไผ่รวก เห็ดโคน และน้ำผึ้งป่า ผลผลิตเหล่านี้ นอกจากเหลือกินในแต่ละวันแล้ว ยังมีการแปรรูปเพื่อถนอมไว้กินทั้งปี เหลือก็ขายเพื่อเป็นรายได้ กลุ่มสตรีที่ผละจากงานโรงงานในเมือง และหวนคืนบ้านเกิดนี้เอง ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยมี นางสายชล พวงพิกุล (รางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 9 ปี 2550 ประเภทบุคคล) ผู้ใหญ่บ้านบ้านเขาราวเทียนทอง เป็นแกนนำหลัก

เมื่อแต่ละคนเริ่มหาหน่อไม้มาแปรรูปอย่างจริงจังก็เกิดโรงงานและกลุ่มทำหน่อไม้หลายกลุ่ม ทางสาธารณสุขจังหวัดชัยนาทจึงเข้ามาตรวจสอบคุณภาพ พบว่ามีเพียงกลุ่มแปรรูปหน่อไม้อัดปีบของบ้านเขาราวเทียนทองเท่านั้นที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องใน อ.เนินขาม และ อ.หันคา

การใช้อย่างเดียวโดยไม่มีการจัดการที่ดี คงไม่เหลือไว้ให้ลูกหลานใช้ในอนาคต ผู้ใหญ่สายชล ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ จึงพูดคุยกับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเพื่อหาทางตอบแทนป่า มีการเปิดเวทีหารือกับกลุ่มพ่อบ้าน เพื่อหาแนวทางรักษาแหล่งอาหารพื้นบ้านนี้ไว้ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะดูแลวัตถุดิบที่เป็นทั้งอาหารและรายได้ และเป็นการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนไปในตัว

ปี 2541 ชุมชนได้รับคำปรึกษาจาก ดร.ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์จังหวัดชัยนาท เรื่องการจัดการป่าควบคู่กับการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากป่า "ถ้าป่าอยู่ได้ คนก็อยู่ได้" เป็นสิ่งที่ดร.ประทีบ เตือนสติชาวบ้าน จึงมีการเปิดเวทีหารือกันและนำมาสู่การจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชน เริ่มทำกิจกรรมอนุรักษ์ ได้แก่ การทำแนวกันไฟ การดับไฟป่า การปลูกต้นไม้เสริมและพืชอาหารในพื้นที่ว่าง การลาดตระเวนตรวจตราผืนป่า และสิ่งที่อาจจะถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการป่าครั้งแรกของป่าชุมชนในเมืองไทย ก็คือ การกำหนดช่วงเวลาการเก็บหาหน่อไม้ในป่ารวก โดยให้เดือนมิถุนายน-สิงหาคม เป็นช่วงเก็บหาหน่อไม้ แต่ละคนต้องไม่เก็บหน่อในกอซ้ำกัน และแต่ละคนที่เก็บหน่อ จะเก็บได้เพียง 3 ใน 4 เพื่อเหลือไว้เป็นหน่อเชื้อ พอถึงเดือนกันยายน ก็จะเป็นช่วงเวลา "ปิดป่า" ตามที่ชาวบ้านเรียกกันง่ายๆ แต่หมายถึงการปิดฤดูกาลเก็บหน่อไม้ เพื่อให้พืชอาหารชนิดนี้ได้มีโอกาสเติบโตในฤดูกาลต่อไป เป็นวิธีบริหารจัดการ "ฟู้ดแบงค์" ของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

แนวคิดนี้ขยายไปยังชุมชนใกล้เคียง เมื่อมีผู้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และก่อเกิดการจัดตั้ง "เครือข่ายป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง" โดยเริ่มแรกมีตัวแทนจาก 10 หมู่บ้านใน อ.เนินขาม และ อ.หันคา มาร่วมเป็นคณะกรรมการ การทำงานของคณะกรรมการจะมีกำหนดวาระ 4 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดทำข้อมูลเพื่อนำไปสู่การร่างแผนจัดการป่า มีกิจกรรมระดับเครือข่าย ทั้งเวทีเสวนา การประชุมสัญจร การจัดผ้าป่าเพื่อระดมทุนทำกิจกรรมฟื้นฟูป่า และกิจกรรมที่เป็นการสืบทอดไปสู่กลุ่มเยาวชน

พื้นที่กว่าสองหมื่นไร่ของป่าเขาราวเทียนทองดึงดูดใจนายทุนให้เข้ามาหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะการขยายที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งทางเครือข่ายร่วมกันดูแลอย่างแข็งขัน ปัจจุบัน เครือข่ายฯ มีสมาชิก 14 หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล 2 อำเภอ (ต.เนินข้าม ต.กะบกเตี้ย ใน อ.เนินข้าม, ต.เด่นใหญ่ ต.นกยูง ใน อ.หันคา) และแนวคิดเรื่องการปิดฤดูหาหน่อไม้ ก็กลายเป็นชุดความรู้ที่เดินทางข้ามเขา ข้ามจังหวัดไปถึงอีกหลายชุมชนในบริเวณภาคเหนือตอนล่าง

ความดีงามมักหอมขจรไกล อะไรก็ขวางกั้นไม่อยู่...


**บทความประกอบรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 10 ประจำปี 2551
ประเภทชุมชน เครือข่ายป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง