พื้นที่ป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
23 พฤษภาคม 2550



สภาพทั่วไป

หมู่บ้านเขาราวเทียนทอง มีชื่อเดิมว่า หมู่บ้านเขากระเจียว มีที่มาจากการที่หมู่บ้านมีเขาลูกใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านหลายลูก ซึ่งจะมีต้นกระเจียวทั่วทั้งภูเขา ภูเขาแต่ละลูกจะต่อกันทอดยาวไปสุดที่ จ.อุทัยธานี เวลามีไฟป่าเกิดขึ้นยอดไม้ที่ลุกติดไปเมื่อมองดูไกลๆ ราวกับมีผู้จุดเทียนประดับประดาไว้บนเขา ชาวบ้านเห็นจึงตั้งชื่อหมู่บ้านใหม่ว่า "เขาราวเทียน" ต่อมาภายหลังเพิ่มคำว่า "ทอง" ต่อท้าย ให้ไพเราะขึ้น

ป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง มีเนื้อที่ 993 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านเขาราวเทียนทอง หมู่ที่ 10 ต.เนินขาม กิ่งอ.เนินขาม จ.ชัยนาท ประกอบด้วยภูเขาจำนวน 4 ลูก คือ เขากระเจียว เนื้อที่ประมาณ 169 ไร่ เขารวก เนื้อที่ 281 ไร่ เขาวัด เนื้อที่ 81 ไร่ และบริเวณมอยายกา 462 ไร่ สภาพป่าเป็นป่าผลัดใบ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ป่าเบญจพรรณ ซึ่งเป็นป่าที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของป่าชุมชน และป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นป่าที่อยู่บริเวณยอดเขา

ความเป็นมาของการอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง

พื้นที่บริเวณบ้านเขาราวเทียนทองในอดีตมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้หนาแน่นและไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก ต่อมามีชาวบ้านทั้งจากในพื้นที่และต่างถิ่นอพยพมาตั้งถิ่นฐานและจับจองที่ดินเพื่อเป็นที่อาศัยและที่ทำกิน มีการแผ้วถางป่าเพื่อบุกเบิกที่ดินทำการเกษตรตัดไม้เผาฟืนทำถ่านขาย โดยขยายพื้นที่ออกไปรอบๆ เขตป่ามากขึ้น นอกจากนี้ยังมีนายทุนและผู้มีอิทธิพลเข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยูคาลิปตัสและสะเดาทำให้พื้นที่ป่าลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนป่าที่เหลือก็กลายเป็นป่าเสื่อมโทรมเนื่องจากขาดการดูแลรักษา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความแห้งแล้ง การลดลงของแหล่งอาหารตามธรรมชาติ และขาดแคลบนน้ำอุปโภคบริโภคในชุมชน

ในปี พ.ศ. 2539 ได้มีการชักชวนกันของชาวบ้านบางกลุ่ม มาปรึกษาหารือกันว่าถ้าชุมชนยังมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่รู้คุณค่า ไม่หวงแหน ก็จะทำให้ทรัพยากรในป่าหมดไป และส่งผลกระทบต่อชุมชนในที่สุด ดังนั้นชาวบ้านจึงเริ่มดูแลรักษาป่าเขาราวเทียนทองโดยการช่วยกันทำแนวกันไปเพื่อป้องกันไฟป่า เริ่มจากบริเวณเขาลูกเล็กๆ จากนั้นจึงขยายผลต่อในหมู่บ้าน และรณรงค์ให้ชาวบ้านเลิกตัดไม้มาเผาถ่าน

การจัดการดูแลป่าอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2541 โดยมีการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขึ้นภายใต้การนำของผู้ใหญ่สายชล พวงพิกุล มีกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กลุ่มแปรรูปถนอมอาหาร และกลุ่มอาชีพต่างๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้าน กลุ่มแม่บ้านจึงปรึกษาหารือกับกลุ่มที่ดูแลรักษาป่าเพื่อหาทางให้เกิดการทำกิจกรรมร่วมกันของทั้งชุมชน โดยเริ่มทำงานด้านป่าชุมชนเป็นอันดับแรกและจัดตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาราวเทียนทองขึ้น เพื่อวางแผนจัดการทรัพยากรป่าไม้ ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างยั่งยืน

จากความร่วมแรง ร่วมใจ ในการดำเนินการดูแลรักษาป่าชุมชนร่วมกัน ทำให้ป่าแห่งนี้ฟื้นกลับมาอุดมสมบูรณ์ร่วมกัน ทำให้ป่าแห่งนี้ฟื้นกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง จนได้รับการจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามระเบียบและข้อกำหนดของกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2542 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และใน ปี 2543 ได้มีการขยายขอบเขตการดูแลรักษาพื้นที่ป่าไม้ไปในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติเขาราวเทียนทอง ซึ่งเป็นป่าอีกผืนหนึ่งที่อยู่บริเวณใกล้หมู่บ้านจำนวนประมาณ 3,500 ไร่

รูปธรรมการจัดการป่า

ชาวบ้านในชุมชนเขาราวเทียนทอง รวมตัวกันดูแลป่าในรูปแบบคณะกรรมการป่าชุมชน โครงสร้างของคณะกรรมการประกอบด้วยคณะที่ปรึกษา และกรรมการบริหารป่าชุมชน โดยชาวบ้านคัดเลือกกันเองในชุมชน แนวทางในการจัดการป่าเป็นการจัดการกันเองของคนในชุมชน โดยได้มีการสร้างข้อตกลงในการดูแลและใช้ประโยชน์ร่วมกันดังนี้

1. ห้ามตัดไม้ หรือขุดย้ายต้นไม้ทุกชนิดออกจากป่าชุมชน
2. ห้ามล่าสัตว์ป่าทุกชนิด
3. ห้ามทำให้เกิดไฟป่า
4. ห้ามนำรถยนต์ตั้งแต่ 4 ล้อ ขึ้นไปเข้าไปในเขตป่าชุมชน
5. ห้ามใช้อุปกรณ์ในการขุดหาหน่อไม้
6. ห้ามเก็บหาหน่อไม้ที่มีความยาวเกิน 1 เมตร
7. จะต้องมีการหยุดเก็บหน่อไม้ทุกปี
8. การเก็บหาผักหวานและอีนูนให้ใช้วิธีเด็ดหรือสอยเท่านั้น ห้ามตัดโค่นต้นไม้
9. การเก็บกลอยและพืชสมุนไพรจะต้องแจ้งต่อคณะกรรมการป่าชุมชนก่อนเก็บหาทุกครั้ง

ส่วนกิจกรรมอื่นที่ดำเนินการเพื่อเสริมการจัดการได้แก่ การทำแนวกันไฟ การระดมกันดับไฟป่า เมื่อเกิดไฟป่าการตรวจตราป่า เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ และเผาป่า การปลูกป่าเสริมในที่ว่างและในชุมชน การดูแลต้นไม้ที่ปลูกและการเพาะกล้าไม้

ผลที่ได้รับจากการดูแลรักษาป่าเขาราวเทียนทอง

จากการที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาป่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 จนถึงปัจจุบัน มีผลที่ได้รับ ดังนี้

1. ผลต่อสิ่งแวดล้อม พบว่าสภาพป่ามีการฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งสามารถลดการทำลายป่าจากไฟป่าได้ ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ
2. ผลต่อเศรษฐกิจชุมชนและการทำมาหากิน มีทรัพยากรและอาหารป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม ปริมาณสัตว์น้ำมีปริมาณและหลากหลายมากขึ้น ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการใช้ประโยชน์จากป่า เช่น ในปี พ.ศ. 2547 ชาวบ้านประมาณ 60 ครอบครัวที่เข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า (คิดเป็นร้อยละ 52 ของครัวเรือนทั้งหมด) มีรายได้จากการเก็บของป่าขาย 111,264 บาท/ปี หรือคิดเป็น 18,500 บาท/ครัวเรือน
3. ผลทางด้านสังคม เกิดการความร่วมมือของชาวบ้านในการทำกิจกรรมดูแลรักษาป่า และเกิดเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนใกล้เคียงกันในการพัฒนาเป็นประชาคมตำบลต่อไป รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในการให้การสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ และทางวิชาการ
4. ด้านการพัฒนาตนเอง ทำให้ชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้แก่ การประชุมวางแผน และติดตามผลการทำงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การศึกษาดูงาน การสัมมนาวิชาการ การฝึกอบรม และการเป็นวิทยากรให้กับชุมชนอื่นเพื่อขยายผล

***จากหนังสือประกอบการสัมมนา "รัฐหนุน เสริมราษฎร์ เพื่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน" ระหว่างวันที่ 23 - 24 พฤษภาคม 2550 ณ อิมแพค เมืองทองธานี