วิถีความพอเพียงของชุมชนในพื้นที่ป่าชุมนเขาราวเทียนทอง
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)


หมู่บ้านเขาราวเทียนทอง มีชื่อเดิมว่า หมู่บ้านเขากระเจียว มีที่มาจากการที่หมู่บ้านมีเขาลูกใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านหลายลูก ซึ่งจะมีต้นกระเจียวทั่วทั้งภูเขา ภูเขาแต่ละลูกจะต่อกันทอดยาวไปสุดที่ จ.อุทัยธานี เวลามีไฟป่าเกิดขึ้นยอดไม้ที่ลุกติดไฟเมื่อมองดูไกลๆ ราวกับมีผู้จุดเทียนประดับประดาไว้บนเขา ชาวบ้านเห็นจึงขอตั้งชื่อหมู่บ้านใหม่ว่า "เขาราวเทียน" ต่อมาภายหลังเพิ่มคำว่า "ทอง" ต่อท้าย เพื่อให้ไพเราะขึ้น

ป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง มีเนื้อที่ 993 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านเขาราวเทียนทอง หมู่ที่ 10 ต.เนินขาม กิ่ง อ.เนินขาม จ.ชัยนาท ประกอบด้วยภูเขา จำนวน 4 ลูก คือ เขากระเจียว เนื้อที่ประมาณ 169 ไร่ เขารวก เนื้อที่ 281 ไร่ เขาวัด เนื้อที่ 81 ไร่ และบริเวณมอยายกา 462 ไร่ สภาพป่าเป็นป่าผลัดใบ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ป่าเบญจพรรณ ซึ่งเป็นป่าที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของป่าชุมชน และป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นป่าที่อยู่บริเวณยอดเขา

พื้นที่บริเวณบ้านเขาราวเทียนทองในอดีตมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้หนาแน่น และไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก ต่อมามีชาวบ้านทั้งจากในพื้นที่และต่างถิ่นอพยพมาตั้งถิ่นฐานและจับจองที่ดิน เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน มีการแผ้วถางป่าเพื่อบุกเบิกที่ดินทำการเกษตร ตัดไม้เผาฟืนทำถ่านขาย โดยขยายพื้นที่ออกไปรอบๆ เขตป่ามากขึ้น นอกจากนี้ยังมีนายทุนและผู้มีอิทธิพลเข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยูคาลิปตัสและสะเดา ทำให้พื้นที่ป่าลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนป่าที่เหลือก็กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากขาดการดูแลรักษา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความแห้งแล้ง การลดลงของแหล่งอาหารตามธรรมชาติ และขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในชุมชน


ตั้งสติ...รักษาป่า

ในปี พ.ศ. 2539 ได้มีการชักชวนกันของชาวบ้านบางกลุ่มมาปรึกษาหารือกันว่า ถ้าชุมชนยังมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่รู้คุณค่า ไม่หวงแหน ก็จะทำให้ทรัพยากรในป่าหมดไป และส่งผลกระทบต่อชุมชนในที่สุด ดังนั้นชาวบ้านจึงเริ่มดูแลรักษาป่าเขาราวเทียนทองโดยการช่วยกันทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่า เริ่มจากบริเวณเขาลูกเล็กๆ จากนั้นจึงขยายผลต่อในหมู่บ้าน และรณรงค์ให้ชาวบ้านเลิกตัดไม้มาเผาถ่าน

การจัดการดูแลป่าอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขึ้น ภายใต้การนำของผู้ใหญ่สายชล พวงพิกุล มีกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กลุ่มแปรรูปถนอมอาหาร และกลุ่มอาชีพต่างๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้าน กลุ่มแม่บ้านจึงปรึกษาหารือกับกลุ่มที่ดูแลรักษาป่าเพื่อหาทางให้เกิดการทำกิจกรรมร่วมกันของทั้งชุมชน โดยเริ่มทำงานด้านป่าชุมนเป็นอันดับแรก และจัดตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาราวเทียนทองขึ้น เพื่อวางแผนจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างยั่งยืน

จากความร่วมแรง ร่วมใจ ในการดำเนินงานดูแลรักษาป่าชุมชนร่วมกัน ทำให้ป่าแห่งนี้ฟื้นกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง จนได้รับการจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามระเบียบและข้อกำหนดของกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2542 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และในปี 2543 ได้มีการขยายขอบเขตการดูแลรักษาพื้นท่ป่าไม้ไปในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติเขาราวเทียนทอง ซึ่งเป็นป่าอีกผืนหนึ่งที่อยู่บริเวณใกล้หมู่บ้าน จำนวนประมาณ 3,500 ไร่


สร้างข้อตกลงร่วมกัน เพื่อจัดการป่าที่ยั่งยืน

ชาวบ้านในชุมชนเขาราวเทียนทอง รวมตัวกันดูแลป่าในรูปแบบคณะกรรมการป่าชุมชน โครงสร้างของคณะกรรมการประกอบด้วยคณะที่ปรึกษา และกรรมการบริหารป่าชุมชน โดยชาวบ้านคัดเลือกกันเองในชุมชน แนวทางในการจัดการป่า เป็นการจัดการกันเองของคนในชุมชน โดยได้มีการสร้างข้อตกลงในการดูแลและใช้ประโยชน์ร่วมกันดังนี้

1. ห้ามตัดไม้ หรือขุดย้ายต้นไม้ทุกชนิดออกจาป่าชุมชน
2. ห้ามล่าสัตว์ป่าทุกชนิด
3. ห้ามทำให้เกิดไฟป่า
4. ห้ามนำรถยนต์ตั้งแต่ 4 ล้อขึ้นไป เข้าไปในเขตป่าชุมชน
5. ห้ามใช้อุปกรณ์ในการขุดหาหน่อไม้
6. ห้ามเก็บหาหน่อไม้ที่มีความยาวเกิน 1 เมตร
7. จะต้องมีการหยุดเก็บหน่อไม้ทุกปี
8. การเก็บหาผักหวานและอีนูนให้ใช้วิธีเด็ดหรือสอยเท่านั้น ห้ามตัดโค่นต้นไม้
9. การเก็บกลอยและพืชสมุนไพรจะต้องแจ้งต่อคณะกรรมการป่าชุมชนก่อนเก็บหาทุกครั้ง

ส่วนกิจกรรมอื่นที่ดำเนินการเพื่อเสริมสร้างการจัดการได้แก่ การทำแนวกันไฟ การระดมกันดับไฟป่า เมื่อเกิดไฟป่า การตรวจตราป่าเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้และเผาป่า การปลูกป่าเสริมในที่ว่างและในชุมชน การดูแลต้นไม้ที่ปลูก และการเพาะกล้าไม้


ดอกผลแห่งความเพียร

จากการที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาป่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 จนถึงปัจจุบัน มีผลที่ได้รับ ดังนี้

1. ผลต่อสิ่งแวดล้อม พบว่าสภาพป่ามีการฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งสามารถลดการทำลายป่าจากไฟป่าได้ ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ

2. ผลต่อเศรษฐกิจชุมชนและการทำมาหากิน มีทรัพยากรและอาหารป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์มากขึ้นมากกว่าเดิม สัตว์น้ำเพิ่มปริมาณและหลากหลายมากขึ้น ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการใช้ประโยชน์จากป่า เช่น ในปี พ.ศ. 2547 ชาวบ้านประมาณ 60 ครอบครัว ที่เข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า (คิดเป็นร้อยละ 52 ของครัวเรือนทั้งหมด) มีรายได้จากการเก็บของป่าขาย 111,264 บาท/ปี หรือคิดเป็น 18,500 บาท/ครัวเรือน

3. ผลทางด้านสังคม เกิดความร่วมมือของชาวบ้านในการทำกิจกรรมดูแลรักษาป่า และร่วมมือกับชุมชนใกล้เคียงในการพัฒนาเป็นประชาคมตำบลต่อไป รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในการให้การสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและทางวิชาการ

4. ด้านการพัฒนาตนเอง ทำให้ชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้แก่ การประชุมวางแผนและติดตามผลการทำงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การศึกษาดูงาน การสัมนาวิชาการ การฝึกอบรม และการเป็นวิทยากรให้กับชุมชนอื่นเพื่อขยายผล


การจัดการป่าที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบพอเพียง

การจัดการป่าชุมชนและการใช้ประโยชน์จากป่าของชาวบ้านเขาราวเทียนทอง เป็นไปเพื่อการยังชีพและการสร้างรายได้เสริม มีการใช้ประโยชน์อย่างมีเหตุมีผล โดยอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางสังคมที่ชาวบ้านร่วมกันร่างขึ้นมา เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและกระจายผลประโยชน์ให้ชาวบ้านได้รับอย่างทั่วถึง อย่างพอเหมาะพอควรแก่อัตภาพ ไม่ให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เช่น การเก็บของป่า เห็ด หน่อไม้ ไม้ไผ่ ก็จะเก็บโดยไม่ทำลายรังปลวก และจะต้องปรับพื้นที่หลังเก็บแล้วไม่ให้มีหลุมบ่อ เพื่อมิให้น้ำขังและซึมลงไปในรังปลวก เพราะรังปลวกจะเน่าและไม่สามารถให้ผลผลิตเห็ดได้ในปีต่อไป รวมทั้งกำหนดเวลาห้ามเก็บหน่อไม้ในช่วงปลายฤดูฝน (กันยายน) ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดหน่อไม้ชุดสุดท้าย เพื่อให้เป็นลำไผ่เลี้ยงกอ และผลิตหน่อไม้ในปีถัดไป เป็นต้น

การจัดการและการใช้โยชน์ตามแนวทางดังกล่าว เป็นไปตามหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความมีเหตุผล และความพอประมาณ ส่วนการมีภูมิคุ้มกันนั้น หมายถึงการที่ชุมชนมีความเข้มแข็ง และมีความสามัคคี มีความศรัทธาในวัฒนธรรมและผู้นำของตน รวมไปถึงการมีจิตสำนึกในการหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ มีการพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพของตนเอง อันจะเป็นภูมิคุ้มกันที่ทำให้ชุมชนตั้งมั่นอยู่ในจุดยืน ไม่หวั่นไหวไปกับกระแสการพัฒนาทีถั่งโถมมาจากภายนอก ดังนั้น หากมีเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็จะไม่กระทบต่อทรัพยการธรรมชาติของชุมชน


***จากหนังสือการประชุมวิชาการและนิทรรศการ "เศรษฐกิจพอเพียง : ร่วมเรียนรู้ สานข่าย ขยายผล" ระหว่างวันที่ 23 - 27 พฤศจิกายน 2549 ณ สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์