เรียนรู้ประสบการณ์เครือข่าย
สมยศ ศรีวันนา
ผู้นำเครือข่าย ม.10 ต.เนินขาม กิ่งอ.เนินขาม จ.ชัยนาท
15 มีนาคม 2550


เครือข่ายป่าชุมชนเขาราวเทียนทองบ่งบอกถึงการต่อสู้เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ของคนในชุมชนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ผมเติบโตและทำงานในพื้นที่ ได้มีส่วนในการทำงานอนุรักษ์ป่าจนรวมตัวเป็นเครือข่ายสำเร็จ เป็นที่ยอมรับของบุคคลภายในและภายนอกชุมชน ผมจึงอยากถ่ายทอดการทำงานของเครือข่ายไม่ว่าจะเป็นการเกิดป่าที่อุดมสมบูรณ์ การมีรายได้เพิ่มขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านที่อยู่รอบเขาราวเทียนทอง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเครือข่ายป่าชุมชนในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

ป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง จังหวัดชัยนาท มีพื้นที่ทั้งหมด 20,000 ไร่ สภาพทั่วไปเป็นป่าเบญจพรรณผสมไม้ไผ่รวกจำนวนมาก ชาวบ้านได้เก็บหาหน่อไม้ เห็ดโคน น้ำผึ้ง ผักป่ามากิน และเป็นรายได้เสริม การเอาแต่ใช้ประโยชน์ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อป่าเขาราวเทียนทองเป็นอย่างมาก ป่าไม้เสื่อมโทรมมีการบุกรุกสัมปทาน ขุดบ่อลูกรัง และการเกิดไฟป่า

ปี พ.ศ. 2539 ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ 2-3 คน ได้แก่ นายทิม นายอำนวย และนายศักดิ์ชัย ที่มองเห็นความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งใช้เป็นแหล่งอาหารและรายได้ และเห็นถึงปัญหาการเสื่อมโทรมของป่าเพราะคนในชุมชนเข้าใช้ประโยชน์จากป่าอย่างมากโดยไม่สนใจที่จะดูแลป่า ดับไฟป่า หรือปลูกป่าเสริมในที่ว่าง จึงได้ปรึกษาผู้นำคือ ผู้ใหญ่สายชล พวงพิกุล เมื่อมีแนวร่วมผู้นำจึงได้ชักชวนให้ชาวบ้านรวมตัวกันดับไฟป่า นอกจากนั้นยังได้ขยายแนวคิดด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไปยังบุคคลใกล้เคียง เพื่อให้เข้าใจถึงคุณค่าของทรัพยากรในพื้นที่เขาราวเทียนทองจนเกิดเป็นเครือข่ายขึ้น

ป่าชุมชนเขาราวเทียนทองมีพื้นที่ครอบคลุมดูแล 14 หมู่บ้าน 4 ตำบล คือ ตำบลกะบกเตี้ย และตำบลเนินขาม กิ่งอำเภอเนินขาม ตำบลเด่นใหญ่ และตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ซึ่งได้แก่ หมู่ที่ 4, 10 และ 13 ตำบลกะบกเตี้ย และหมู่ที่ 10, 13 และ 18 ตำบลเนินขาม กิ่งอำเภอเนินขาม หมู่ที่ 5, 10 และ 12 ตำบลเด่นใหญ่ และหมู่ที่ 3, 6, 7 และ 9 ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา

เครือข่ายได้จัดกิจกรรมพัฒนาชาวบ้านให้มีความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าและสามารถนำไปขาย สร้างความเข้าใจกับคนในชุมชนรอบป่า มีการประชุมประจำเดือน ซึ่งทำให้เกิดแผนงานต่างๆ นอกจากชุมชนจะช่วยกันดูแลแล้วยังสนับสนุนให้เกิดการฟื้นฟูด้วย มีการป้องกันไฟป่าโดยการทำแนวกันไฟในช่วงเดือนธันวาคม รวมถึงการดับไฟป่า การปลูกป่าเสริม ปลูกกล้าไม้ในป่าบางชนิดที่มีประโยชน์ต่อชาวบ้าน และต่อสัตว์ป่า เช่น มะขาม มะขามเทศ กระถิน หว้า ฯลฯ ผักพื้นบ้าน เช่น ผักหวาน ผักอีนูน มีการสร้างข้อตกลงในการใช้ประโยชน์จากป่า โดยเฉพาะหน่อไม้และเห็ดโคน ซึ่งเป็นรายได้เสริมของชุมชน

เครือข่ายยังต้องทำงานหนักต่อไป เพื่อจะสร้างกระบวนการความร่วมมือจากภาครัฐให้มากขึ้น ด้วยการผลักดันคนทำงานของเครือข่ายให้มีบทบาทหน้าที่การบริหารระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดต่อไป นอกจากนั้น เนื่องจากชาวบ้านมีรายได้น้อย จึงส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพหลักซึ่งจะได้มีรายได้มากขึ้น เพื่อที่จะเอื้อต่อการพัฒนากิจกรรมการทำงานของเครือข่าย การทำงานเครือข่ายจะประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้นหากมีการขยายเครือข่ายเยาวชนให้ครอบคลุมพื้นที่ เพราะเยาวชนเป็นตัวหลักที่จะขับเคลื่อนงานของเครือข่ายต่อไปในอนาคต นอกจากนั้นควรจะมีการสนับสนุนให้ครูนำเรื่องการอนุรักษ์ป่าของชาวบ้านไปเป็นบทเรียน ปรับปรุงวิชา และหลักสูตรการเรียนการสอน นำนักเรียนไปเรียนรู้ในป่าเพื่อที่จะได้ปลูกจิตสำนีกให้แก่เยาวชน

การจัดการป่าของเครือข่ายเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2539 จนมาถึง พ.ศ. 2549 รวมระยะเวลา 10 ปี ทำให้เห็นว่าเครือข่ายป่าชมชนมีการพัฒนาการเติบโตมาเป็นลำดับ ทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์ขึ้น ต้นไม้โตขึ้น จำนวนไผ่รวกเพิ่มขึ้น เห็นโคนมากขึ้น สัตว์ป่าก็มีมากขึ้นเช่นกัน ทำให้สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนมากขึ้น ยกตัวอย่าง นายหวัง และนางลี่ เป็นครอบครัวที่ไม่มีที่ดินทำกิน มีอาชีพรับจ้าง และเก็บหาของป่าขายก็สามารถส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยได้

เมื่อชาวบ้านมีความรู้มากขึ้นในการดูแลป่า รู้จักการเก็บหาของป่าอย่างถูกวิธี เช่น การตีผึ้งห้ามเผาตัวอ่อน การเก็บเห็ดห้ามทำลายจาวปลวก คนนอกชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงได้รับประโยชน์จากการเก็บหาของป่าไปด้วย รวมไปถึงการรวมจิตใจคนให้เป็นหนึ่งเดียว ทุกคนที่ทำงานด้วยกันเปรียบเหมือนญาติ พี่น้อง นอกจากนั้น ป่าชุมชนยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กนักเรียน และคนนอกชุมชนอีกด้วย

นี่คือความภาคภูมิใจของคนทำงานเครือข่ายป่าชุมชนบ้านเขาราวเทียนทอง การเติบโตของเครือข่ายอย่างต่อเนื่องเปรียบเหมือนตัวผมที่เติบโตที่นี่ ได้เห็นการทำงานของคนในชุมชนตั้งแต่วัยรุ่น แม้ในระยะแรกจะไม่ได้สนใจจริงจัง พวกผู้ใหญ่ชวนขึ้นไปดับไฟก็ไปด้วย แต่เมื่อเข้าไปร่วมกิจกรรมได้ร่วมรู้ถึงความผูกพันของคนในชุมชน รู้ถึงความยากลำบากในการดับไฟป่า ชาวบ้านช่วยกันดูแลป่าเพื่อเป็นแหล่งอาหารของลูกหลาน ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมากจนได้ทำหน้าที่ผู้ประสานงาน ได้ทำงานกับเครือข่ายป่าชุมชนบ้านเกิดตัวเอง ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการดูแลป่า และได้เรียนรู้ว่าการทำงานของเครือข่ายป่าชุมชนไม่ใช่ป่าจะอุดมสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น แต่ยังประสานใจคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างดี และทำให้คนในชุมชนอยู่กันอย่างมีความสุข