พลังชุมชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ดร.ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



มนุษย์ไม่ว่าชาติใด ภาษาใด ย่อมเกี่ยวพันกับสรรพสิ่งต่างๆ อย่างน้อยในสามลักษณะด้วยกันคือ

1. การเกี่ยวข้องกับมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะมนุษย์ย่อมอาศัยรวมอยู่เป็นกลุ่ม

2. การเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า "ธรรมชาติ" ซึ่งมีทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต อย่างเช่น ดิน น้ำ สัตว์ และพืชเป็นต้น และสิ่งเหล่านี้ อาจจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเป็น "ป่า" ก็ได้ สิ่งแวดล้อมดังกล่าว มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นทรัพยากรที่มนุษย์ ได้อาศัยความรู้ และเครื่องมือ นำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพ

3. การเกี่ยวข้องกับ "สิ่งเหนือธรรมชาติ" ที่มนุษย์คิดว่ามีอยู่ในรูปความเชื่อต่างๆ ซึ่งจะช่วยอธิบายสิ่งที่มนุษย์ ไม่อาจจะอธิบายด้วยวิธีอื่น หรือบางทีก็ช่วยให้มนุษย์รู้สึกอบอุ่นใจขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าว อาจหลากหลายกันไปในแต่ละท้องถิ่น และในกาลเวลาที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ในสังคมไทยของเรานี้ ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน หลายชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไป มีความขัดแย้งกันมากขึ้น และความร่วมมืออาจมีน้อยลง ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และสิ่งเหนือธรรมชาติเอง ก็เปลี่ยนแปลงไป ในสมัยก่อนบรรพบุรุษของเราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างระมัดระวัง โดยอาศัยความรู้ และความเชื่อผสมผสานกัน ดังในความเชื่อเรื่องพระแม่ธรณี เจ้าป่า หรือเทพารักษ์ แต่ในระยะหลังพัฒนาการของเทคโนโลยี ทำให้ความคิด ความเชื่อก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย การขยายตัวของประชากรก็มีมากขึ้น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ก็เป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้เกิดวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมในสองลักษณะคือ

1.ปัญหาเสื่อมโทรมในทรัพยากรสำคัญ เช่น ป่า และท้องทะเล ซึ่งมีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของกลุ่มคนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ชาวนาชาวไร่หรือชาวประมง หรือ กลุ่มอื่นๆ และยังนำไปสู่ความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆอย่างที่เห็นกันอยู่

2. ปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม เช่น สารพิษตกค้างในดิน หรือ น้ำ ซึ่งเป็นปัญหาต่อสุขภาพ

ที่เป็นเช่นนี้ในส่วนหนึ่ง เป็นเพราะเราได้ละเลยภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษของเรา และไม่ได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ที่จะช่วยให้เราได้ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด และเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรายังขาดความรู้ และความเข้าใจในระบบความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งทั้งหลายที่แวดล้อมเราอยู่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน เหมือนที่เราเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่น หากเราทำลายสิ่งหนึ่ง ก็ย่อมส่งผลกระทบไปยังสิ่งอื่นด้วยเช่น เราทำน้ำเสีย พืชที่เราปลูกก็จะพลอยเสียหาย ที่สำคัญวงจรความสัมพันธ์อาจจะยาวกว่าที่เราคิดหากเราไม่สังเกตดีพอ

ที่จริงในช่วงประมาณห้าสิบปีที่ผ่านมานี้ ได้มีการพัฒนาการองค์ความรู้ใหม่ ที่เรียกว่า "นิเวศวิทยา" หรือ การศึกษาระบบความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้เรามองเห็นความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งต่างๆ ได้ยาวไกลขึ้น อย่างไรก็ตามองค์ความรู้เหล่านี้ต้องอาศัย ความรู้ในศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ยากต่อการเข้าใจสำหรับเราซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการ แต่เราอาจจะเรียนรู้ได้ โดยการสังเกตของเราเองว่าสรรพสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและสะสมความรู้นี้ไว้ก็จะใช้ประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากการสังเกต และสะสมเป็นความรู้ความเข้าใจแล้ว เราควรมีจิตสำนึกในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเห็นว่าเรื่องนี้ มีความสำคัญต่อความอยู่รอด และชีวิตที่ดีขึ้นของเรา เพราะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเป็นประโยชน์ต่อเราและลูกหลานของเรา ทรัพยากรเหล่านั้นจะได้ยั่งยืนนานต่อไป แต่จิตสำนึกแต่เพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะพลิกผันสถานการณ์ให้สิ่งแวดล้อมนี้กลับคืนสภาพ ยังต้องอาศัย "พลังชุมชน" ในการปฏิบัติการด้วย เปรียบเสมือนลำธารหลายสายรวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ที่มีพลัง

เราอาจกล่าวได้ว่าความรู้ความเข้าใจ จิตสำนึก และพลังชุมชนในการปฏิบัติการเป็นองค์ประกอบสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรให้ยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่ความคิดใหม่ คนหลายๆ กลุ่มได้ปฏิบัติการไปบ้างแล้ว อย่างเช่น ชมรมคนฮักเมืองน่าน หรือ ที่ใกล้ตัวเรา อย่าง "เครือข่ายป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง" ที่ชัยนาท ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการร่วมมือร่วมใจกันในการดับไฟป่า นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และควรขยายผลต่อไปเป็น "พลังนิเวศและชุมชน" ในแง่ที่ว่าความรู้ ภูมิปัญญา และจิตสำนึกใน สิ่งแวดล้อมผนวกกับการผนึกกำลังของชุมชน จะนำไปสู่การรักษาทรัพยากรให้ยั่งยืน และชีวิตที่ดีกว่าเดิม


***จากหนังสือ 2 ปีเวทีธุรกิจชุมชน เครือข่ายชุมชนชาวชัยนาทและเพื่อน เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2543