<IMG SRC="nonflash.gif" width=239 height=155 BORDER=0>






 
 










การก่อตั้งเครือข่าย


เมื่อปี พ.ศ. 2539 คนในชุมชน 3 คน คือ นายทิม โพธิโต นายศักดิ์ชัย เหลืองรุ่งทรัพย์ และนายอำนวย ภมรพล เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว นายทิมและนายอำนวยจึงร่วมมือกันเริ่มป้องกันไฟป่าบริเวณข้างบ้านของนายทิม ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ ด้วยความตั้งใจจะรักษาไว้ให้ลูกหลานดูในอนาคต นายศักดิ์ชัยเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว จึงปรึกษากันว่า "ถ้าคนในชุมชนมีความรู้สึกอย่างนี้ทุกคน ป่าคงจะเขียวชะอุ่ม" สามคนคุยถึงปัญหาต่างๆ ของป่าที่มีอยู่มากมาย เช่น การตัดไม้เผ่าถ่าน ขุดต้นไม้ไปจากป่า จุดไฟล่าสัตว์ ล้วนเป็นผลเสียต่อทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น จึงตกลงกันว่าในขั้นแรกจะช่วยกันป้องกันไฟป่า แต่มีปัญหาว่าสมาชิกเพียง 3 คน จะทำการดับไฟป่าได้อย่างไร จึงเริ่มทำกันในบริเวณเขาเล็กๆ ใกล้บ้าน โดยทำแนวกันไฟ และดับไฟเท่าที่ทำได้ จากนั้นช่วยกันขยายผลต่อในหมู่บ้าน พร้อมทั้งรณรงค์ให้เลิกตัดต้นไม้มาเผาถ่าน ให้ใช้ฟืนแห้งและตอไม้แทน รวมทั้งสร้างความเข้าใจถึงความเสียหายจากไฟ โดยหวังว่าคงสามารถรวมคนในชุมชนขนไปดับไฟบนเขายาวได้ ซึ่งมีไฟป่าประจำทุกปีๆ ละ 1 ถึง 3 ครั้ง แต่มีความรุนแรงและสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ทั้งหมด

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2541 ความฝันก็เป็นจริง เมื่อผู้ใหญ่สายชล พวงพิกุล ได้จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขึ้นโดยมีกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กลุ่มแปรรูปอาหาร และกลุ่มถนอมอาหาร เป็นโครงการเสริมสร้างอาชีพให้แก่คนในชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดความสามัคคี คุณศักดิ์ชัยจึงปรึกษากับผู้ใหญ่สายชลว่า การสร้างกลุ่ม เป็นความคิดที่ดี และควรจัดตั้งกลุ่มพ่อบ้านด้วย เพื่อทุกคนในครอบครัวและชุมชนมีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน โดยจะเริ่มทำงานด้านป่าชุมชน ซึ่งกลุ่มแม่บ้านสามารถนำผลผลิตจากป่าไปใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป เพราะว่า "ถ้าเราใช้กันอย่างเดียวโดยไม่มีการให้กลับคืนบ้าง ในอนาคตคงไม่มีให้เราใช้อีก เพราะทุกวันนี้มีแต่คนใช้ประโยชน์ทั้งคนในหมู่บ้าน คนนอกหมู่บ้าน คนต่างอำเภอ คนต่างจังหวัด มองดูแล้วไม่ใช่เป็นการร่วมใช้ประโยชน์ แต่เป็นการร่วมกันทำลาย"

ทรัพยากรธรรมชาติที่เขาราวเทียนทองนี้เป็นทรัพยากรส่วนหนึ่งของชาติ เปรียบเสมือนคนอยู่ติดกับแม่น้ำ ก็มีกุ้ง หอย ปู ปลา เป็นอาหาร มีทรัพยากรห้วย หนอง คลอง บึง และแม่น้ำ ชุมชนท้องถิ่นจึงควรมีหน้าที่ ดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ เขาราวเทียนทองมีทั้งหน่อไม้ เห็ดโคน ผึ้งป่า พืชผักสมุนไพรหลากหลายชนิด ทั้งฤดูฝน และฤดูแล้ง ถ้าจัดตั้งกลุ่มป่าชุมชนขึ้นร่วมมือกันจัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่มีอยู่ในปัจจุบัน สร้างความสามัคคี ได้ทั้งทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนมาเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลังและได้ผืนป่าที่สมบูรณ์

ผู้ใหญ่สายชลเห็นดีด้วยทุกอย่าง แต่เกรงว่าจะไม่มีคนร่วมมือ คุณศักดิ์ชัย ชี้แจงว่า มีผู้ที่สนใจกระจายอยู่ทั่วไปในชุมชน ดังนั้นถ้ามีการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการหรือองค์กรจากภายนอกน่าจะมีความเป็นไปได้สูง เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ผู้ใหญ่สายชลได้ประสานงานกับทางมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานชัยนาท โดย ดร.ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ แนะนำว่าควรพัฒนาโครงการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนชุมชน ธนาคารออมสิน ทุกดีใจว่า ความฝันที่ผ่านมามีส่วนเป็นความจริง จึงได้ช่วยกันขยายผลต่อผู้ที่คิดเห็นร่วมกันมาเป็นเวลานาน รวมทั้งผู้ที่ยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญของป่า มีการประชุมร่วมกันหลายครั้ง มีการร่วมมือกันดับไฟป่า ทั้งนี้วันที่ 17-18 มีนาคม 2542 กรมป่าไม้เห็นชุมชนมีความร่วมมือกันอย่างดี จึงเข้ามาทำการฝึกอบรมการดับไฟป่า

นางสายชล พวงพิกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 บ้านเขาราวเทียนทอง ผู้มีบทบาทในการก่อตั้งเครือข่ายฯ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ 2 ปีเวทีธุรกิจชุมชน เกี่ยวกับพัฒนาการเครือข่ายชุมชนบ้านเขาราวเทียนทองตอนหนึ่งว่า

"…เมื่อปี พ.ศ. 2540 กลุ่มแม่บ้านที่ตกงานจากกรุงเทพฯ เดินทางกลับภูมิลำเนา ได้มาหาดิฉันที่บ้านแล้วแจ้งว่า ให้ผู้ใหญ่หางานให้ทำ ดิฉันได้แนะนำให้ไปหารายชื่อสมาชิกมา เพื่อจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเขาราวเทียนทอง ไม่เกิน 2 วัน นางดวงกมล นุ่มดี และนางสศินัน มณีวงศ์ ก็ได้นำรายชื่อมาส่งให้ดิฉัน ดิฉันรับรายชื่อดังกล่าวไปส่งต่อให้เกษตรอำเภอกิ่งอำเภอเนินขาม ประมาณ 2 เดือนเศษ ก็ได้รับหนังสือแจ้งให้กลุ่มฯ ไปประชุมที่สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท และให้กลุ่มฯ ทำโครงการเสนอ เพื่อของบประมาณสำหรับแปรรูปอาหาร เช่น ให้แปรรูปหน่อไม้ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มตัดเย็บ โชคดีที่กลุ่มได้เงินสนับสนุน 60,000 บาท และจากสำนักงานประชาสงเคราะห์จังหวัดชัยนาท 20,000 บาท

ดิฉันจึงได้เรียกประชุมกลุ่มแม่บ้าน และมีพ่อบ้านมาร่วมด้วย ทางดิฉันจึงขอให้จัดตั้งกลุ่มพ่อบ้าน เพื่อว่าจะได้ดูแลรักษาป่า ซึ่งเป็นวัตถุดิบ เช่น หน่อไม้ น้ำผึ้ง จะให้กลุ่มแม่บ้านแปรรูปหน่อไม้ ทางพ่อบ้านกลัวว่าป่าจะหมดไป จึงได้ฝากบอกทางผู้ใหญ่ให้หาแนวทางและแก้ไขอย่างไรถึงจะดี เพื่อเราจะได้เข้าไปดูแลรักษาป่านี้ โดยชุมชนดูแลกันเอง ให้มีการเปิด - ปิดป่าเป็นระยะเวลา ดูแล้วไม่ผิดกฎหมาย ดิฉันรับปากกับทางกลุ่มพ่อบ้าน ว่าจะหาแนวทางว่าจะทำอย่างไร

อยู่มาไม่นานดิฉันได้รับหนังสือแจ้งว่าให้ไปประชุมที่มูลนิธิบูรณะชนบทฯ โดยไปร่วมประชุมกับเครือข่ายธุรกิจชุมชนชาวชัยนาทและเพื่อน (ชื่อขณะนั้น) ดิฉันได้พูดคุยถึงกลุ่มแม่บ้าน ที่จะแปรรูปหน่อไม้กับ ดร. ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ ผู้ประสานงานโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจฯ ซึ่งท่านไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ป่าหมดไปในอนาคต และแนะนำว่าทำไมไม่จัดตั้งเป็นกลุ่มป่าชุมชนเสียเลย ไม่ผิดอะไร ถ้าเราทำดี ในวันนั้นดิฉันรู้สึกดีใจ และหลังจากเลิกประชุมตอนเที่ยง ดิฉันเดินทางกลับมาแล้ว นัดประชุมคนในชุมชนเย็นวันนั้นเลยมีทั้งกลุ่มพ่อบ้าน และแม่บ้านมาร่วมด้วย และดิฉันได้เริ่มเปิดประชุมและแจ้งข่าวดีกับกลุ่มพ่อบ้าน เรื่องการจัดการทำกลุ่มป่าชุมชนได้เลยโดยไม่ผิดกฎหมาย ให้เราเริ่มแต่ต้องรวมตัวกัน แล้วจัดตั้งกลุ่มป่าชุมชนให้ถูกต้อง โดยมีนายศักดิ์ชัย เหลืองรุ่งทรัพย์ เป็นแกนนำจัดตั้งกลุ่ม เพราะว่าเป็นผู้ริเริ่มดูแลรักษาป่ามาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2539 พร้อมกับนายทิม โพโต และนายอำนวย ภมรผล แต่ไม่ได้เปิดเผยเพราะกลัว ชาวบ้านเขาว่า "บ้า" ได้ดูแลบริเวณพื้นที่ข้างบ้าน ข้างวัดและข้างโรงเรียน

หลังจากประชุมวันนั้น เราได้มีการประชุมติดต่อกันมาประมาณ 3 ครั้ง พอครั้งที่ 4 เราได้เชิญหมู่ 13 ตำบลเนินขามและหมู่ 14 ตำบลกระบกเตี้ย รวมทั้งหมด 3 หมู่บ้าน มีหมู่ 10 ตำบลเนินขามด้วย มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 160 คน ได้คัดเลือกคณะกรรมการและได้มีการโหวตเสียงตั้งประธาน รองประธาน คณะกรรมการบริหารกรรมการ 5 คน และหัวหน้ากลุ่มย่อยขึ้นมา มีสมาชิกเข้าร่วม 147 ครัวเรือน และขยายเครือข่ายไปนอกหมู่บ้าน เช่น ต.เด่นใหญ่ ต.ไพรนกยูง อ.หันคา และหมู่ 10 เด่นใหญ่ โดยใช้ชื่อว่า เครือข่ายฟื้นฟูป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง…"