<IMG SRC="nonflash.gif" width=239 height=155 BORDER=0>






 
 







ชุมชนเขาราวเทียนทอง


ชุมชนตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอเมืองชัยนาท 60 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอหันคา 18 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอเนินขาม 10 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมด 4,200 ไร่ ภูมิประเทศที่ราบสลับเนินเขา เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาราวเทียน ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 89 - 319 เมตร พื้นที่ราบทั้งหมดมีประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และอีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่หมู่บ้าน

ช่วงปี พ.ศ. 2506 ชาวบ้านประมาณ 10 ครอบครัวได้อพยพจากตำบลบ้านเชี่ยน จังหวัดชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มาตั้งรกรากได้แก่ ครอบครัวของนายใย สีวันนา นายมุข ทาเอื้อ นายหรัด พุทฒิพล หมอเย็น พิมพ์สวัสดิ์ นายมณี ภมรพล นายดี ปานทอง นายรอน พรหมรังษี นายนิ้ง ศรีไพบูลย์ นายกอง แก้วสุข นางสมเกียรติ มณีวงศ์ สมัยนั้นที่ดินราคาไร่ละ 80 – 100 บาท ชาวบ้านเริ่มมีการแผ่วถางป่า เผาถ่าน และตั้งเป็นชุมชนถ่าน (กลุ่มครัวเรือนที่ทำอาชีพเผาถ่านขาย) ต่างๆ เช่น ชุมชนถ่านโป่งมั่ง ชุมชนถ่านร่องรวก ชุมชนถ่านช่องเขาขาด ฯลฯ การจัดตั้งบ้านเรือนกระจายเป็นกลุ่มละ 3 - 4 หลังคาเรือน พื้นที่ขณะนั้นมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีต้นไม้หนาแน่น สัตว์ป่าต่างๆ มากมาย ชาวบ้านเริ่มจับจองที่ดิน บุกเบิกที่ทำกินทำการเกษตร และทำฟืนหลา เผาถ่านขาย บริเวณที่ตั้งชุมชนมีภูเขาที่อยู่ใกล้หมู่บ้าน ปกคลุมด้วยดอกกระเจียวสีขาวอมแดง จึงตั้งชื่อชุมชนว่า "บ้านเขากระเจียว" ในขณะนั้นชุมชนยังไม่มีสาธารณูปโภคใดๆ ทั้งวัด โรงเรียน อนามัย การเดินทางใช้การเดินเท้าและเกวียนเป็นหลัก เวลาเจ็บป่วยจะใช้สมุนไพร มีหมอตำแยในการทำคลอด

ปี พ.ศ. 2509 จำนวนบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้น จึงจัดตั้งหมู่บ้านเป็นทางการโดยนายแดง ติ่งปานลพงษ์ ราษฎรในหมู่บ้าน เสนอขอจัดตั้งเป็นหมู่บ้าน และมีนายเปลื้อง ใจเย็น เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก เนื่องจากภูเขาที่อยู่ใกล้บ้านมีดอกกระเจียวสีขาวอมแดงขึ้นมากทั่วทั้งลูก นอกจากนี้ยังมีภูเขาที่ติดต่อกันเป็นแนวยาวคล้ายกับราวเทียนที่ประดับประดาไปด้วยเทียน จึงเรียกชื่อชุมชนใหม่เป็น "บ้านเขาราวเทียน" ภายหลังได้เพิ่ม คำว่า "ทอง" เป็น "บ้านเขาราวเทียนทอง" หมู่ที่ 10 ตำบลเนินขาม อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ชื่อในปัจจุบัน

ปี พ.ศ. 2512 ชาวบ้านได้ไปปรึกษาพระครูวิมล ไชยานุรักษ์ หรือ หลวงพ่อชุน เพื่อจัดตั้งสำนักสงฆ์สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 หลังจากได้ไปปรึกษาพระครูประดิษฐ์ ชัยกรณ์หรือหลวงพ่อพุก ประสานทางราชการขอจัดตั้งวัดอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการขอจัดตั้งโรงเรียน เนื่องจากในช่วงปี พ.ศ. 2511 โรงเรียนบ้านห้วย จะมีการยุบโรงเรียน จึงขอรื้อโรงเรียนมาสร้างไว้ที่ชุมชนมีการก่อสร้าง และเรียนโดยอาคารยังไม่เสร็จเรียบร้อย ซึ่งช่วงแรกพระเป็นผู้สอน และเปิดเป็นทางการ วันที่ 20 พ.ค. 2515 มีอาจารย์ธวัช เมฆบัณฑิตกุล เป็นครูใหญ่คนแรก พร้อมกับวัด โดยใช้ชื่อชุมชนเหมือนกันทั้งวัด และโรงเรีน

ปี พ.ศ. 2526 ประชากรเพิ่มมากขึ้นจึงแบ่งเขตการปกครองออกโดยแยกเป็นหมู่บ้านใหม่คือ หมู่ที่ 13 บ้านหนองแก่นมะเกลือ ในปี พ.ศ. 2530 เริ่มได้รับสาธารณูปโภคไฟฟ้า ในปี พ.ศ. 2532 แยกหมู่บ้านเป็นหมู่ที่ 15 บ้านหนองมะนาว และชาวบ้านร่วมกับคณะครูได้จัดทำประปาหมู่บ้านในปี พ.ศ. 2533 ต่อมาปี พ.ศ. 2538 ได้สร้างสถานีอนามัยหมู่บ้าน และปี พ.ศ. 2543 แยกเป็นหมู่ที่ 18 บ้านโป่งกำแพง และหมู่ที่ 19 บ้านลานดู่

ชุมชนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นตามธรรมชาติหลายอย่างเช่น มีถ้ำลูกหนึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ที่ลึกและกว้าง มีหลายหลืบหลายชั้นภายในมีงูใหญ่อาศัยอยู่ ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาถ้ำ หากใครจะไปเที่ยวถ้ำจะต้องบอกเล่าเก้าสิบเจ้าที่เจ้าทางก่อนจึงจะไม่มีอันตราย สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่งคือ ต้นตะเคียนใหญ่ อยู่ห่างจากถ้ำประมาณ 400 เมตร กล่าวกันว่าหากใครไปตัด ฟัน หรือหักกิ่งก้านลำต้นอย่างใดอย่างหนึ่งจะมีอาการไม่สบายขึ้นมาในทันที ต้องบอกกล่าวขอโทษขออภัยจึงจะหาย

วัฒนธรรมประเพณี ในอดีตมีการละเล่นพื้นบ้านได้แก่ การเล่นลูกช่วง ตักบาตรเทโว การลงแขก ปัจจุบันไม่มีแล้ว คงมีเพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานทางศาสนา เช่น งานตักบาตรเทโวในช่วงวันออกพรรษา ฯลฯ